Heart · หัวใจ
โอเมก้า-3 เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดอย่างไร?
Omega-3 & Cardiovascular Health
5 นาที · 1 สิงหาคม 2569

โอเมก้า-3 เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดอย่างไร?
หัวใจทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และทุกครั้งที่หัวใจเต้น เลือดจะถูกส่งผ่านเครือข่ายหลอดเลือดไปเลี้ยงสมอง กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
หนึ่งในสารอาหารที่มีการศึกษาถึงบทบาทต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างต่อเนื่อง คือ โอเมก้า-3 (Omega-3) โดยเฉพาะ EPA และ DHA ซึ่งพบมากในปลาทะเลและอาหารทะเลบางชนิด
แต่โอเมก้า-3 เกี่ยวข้องกับหัวใจอย่างไร? มาทำความรู้จักไปทีละส่วนกัน
โอเมก้า-3 คืออะไร?
โอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA) ที่มีอยู่หลายชนิด โดยที่เรามักได้ยินบ่อยที่สุดคือ
EPA — พบมากในปลาทะเลและอาหารทะเล
DHA — พบมากในปลาทะเลและอาหารทะเล
ALA — พบในพืช เช่น เมล็ดแฟลกซ์ วอลนัต และน้ำมันคาโนลา
ร่างกายสามารถเปลี่ยน ALA ไปเป็น EPA และ DHA ได้เพียงเล็กน้อย ดังนั้นหากต้องการ EPA และ DHA โดยตรง อาหารทะเลจึงเป็นแหล่งสำคัญ
แล้วโอเมก้า-3 เกี่ยวข้องกับหัวใจอย่างไร?
1. มีบทบาทต่อระดับไตรกลีเซอไรด์
หนึ่งในผลที่มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนของ EPA และ DHA คือ ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด โดยเฉพาะเมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสม
ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันชนิดหนึ่งในเลือด หากมีระดับสูงอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นการดูแลระดับไขมันในเลือดจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพหัวใจโดยรวม
2. เกี่ยวข้องกับการทำงานของหลอดเลือดและเกล็ดเลือด
EPA และ DHA สามารถมีอิทธิพลต่อกระบวนการทางชีวภาพหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดและเกล็ดเลือด รวมถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าโอเมก้า-3 “ป้องกันหลอดเลือดอุดตันได้โดยตรง” หรือใช้แทนการรักษาโรคหัวใจ เพราะผลต่อเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดจริง ๆ แตกต่างกันตามชนิด ปริมาณ และกลุ่มผู้ที่ได้รับ
3. มีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจ
งานวิจัยเกี่ยวกับ EPA และ DHA พบว่ากรดไขมันเหล่านี้มีผลต่อหลายกลไกที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น การทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์ การอักเสบ การทำงานของเกล็ดเลือด และการทำงานของหลอดเลือด
จึงไม่น่าแปลกที่อาหารที่มีปลาและอาหารทะเลเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกินเพื่อสุขภาพหัวใจในหลายแนวทาง
สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) แนะนำให้รับประทานอาหารทะเลที่ไม่ผ่านการทอดประมาณ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะชนิดที่มีโอเมก้า-3 สูง
EPA กับ DHA เหมือนกันไหม?
แม้ทั้งคู่จะเป็นโอเมก้า-3 เหมือนกัน แต่บทบาททางชีวภาพไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
EPA
เกี่ยวข้องกับกระบวนการควบคุมการอักเสบ ไขมันในเลือด และการทำงานของเกล็ดเลือด
DHA
เป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ โดยเฉพาะในสมองและจอประสาทตา และยังมีบทบาทต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
งานวิจัยทบทวนล่าสุดพบว่า EPA และ DHA สามารถลดไตรกลีเซอไรด์ได้ทั้งคู่ แต่มีความแตกต่างบางประการต่อปัจจัยเสี่ยงทางหัวใจและหลอดเลือด
กินปลา ไม่ได้มีดีแค่โอเมก้า-3
เมื่อพูดถึงโอเมก้า-3 หลายคนอาจนึกถึงอาหารเสริมเป็นอันดับแรก แต่จริง ๆ แล้ว อาหารจากธรรมชาติอย่างปลาทะเลก็เป็นแหล่งสำคัญของ EPA และ DHA ซึ่งเป็นโอเมก้า-3 ที่ร่างกายนำไปใช้ได้โดยตรง
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ การกินปลาไม่ได้หมายถึงการเพิ่มโอเมก้า-3 ให้กับร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการ เลือกอาหารที่มีคุณค่ามาทดแทนอาหารบางชนิดที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้รูปแบบการกินโดยรวมดีต่อสุขภาพหัวใจมากขึ้น
ปลาที่มีโอเมก้า-3 ค่อนข้างสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล และปลาเฮอร์ริง ส่วนคนที่รับประทานอาหารจากพืชก็สามารถพบ ALA ซึ่งเป็นโอเมก้า-3 อีกชนิดหนึ่งได้จาก เมล็ดแฟลกซ์และวอลนัต เป็นต้น
โอเมก้า-3 ไม่ใช่ “เกราะป้องกันโรคหัวใจ” เพียงอย่างเดียว
สุขภาพหัวใจที่ดีเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการเลือกอาหาร การควบคุมไขมันในเลือด การออกกำลังกาย การไม่สูบบุหรี่ การควบคุมน้ำหนัก ความดันโลหิต และการดูแลโรคประจำตัวอย่างเหมาะสม
🔎 สรุปสั้น ๆ
Omega-3 โดยเฉพาะ EPA และ DHA มีบทบาทต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดหลายด้าน โดยมีหลักฐานชัดเจนเรื่องการช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ และมีบทบาทต่อกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือด เกล็ดเลือด และการอักเสบ
แต่ผลต่อการป้องกันเหตุการณ์โรคหัวใจไม่ได้เหมือนกันในทุกคน จึงควรดูทั้ง ชนิด ปริมาณ แหล่งที่ได้รับ และสุขภาพของแต่ละบุคคล
References
- https://professional.heart.org/en/science-news/seafood-long-chain-n3-polyunsaturated-fatty-acids-and-cardiovascular-disease?utm_source=
- https://professional.heart.org/en/science-news/seafood-long-chain-n3-polyunsaturated-fatty-acids-and-cardiovascular-disease?utm_source=
- https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/41247613/?utm_source=
- https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/41247613/?utm_source=
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่ได้ทดแทนการปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
READ NEXT



