Heart · หัวใจ

ไขมันในเลือดไม่ได้มีแค่ “ไขมันสูง” แต่มีหลายชนิดที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน

Nutrition & Cholesterol

4 นาที · 20 กรกฎาคม 2569

ไขมันในเลือดไม่ได้มีแค่ “ไขมันสูง” แต่มีหลายชนิดที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน

ไขมันในเลือดไม่ได้มีแค่ “ไขมันสูง” แต่มีหลายชนิดที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน

เวลาผลตรวจสุขภาพขึ้นคำว่า “ไขมันในเลือดสูง” หลายคนอาจนึกภาพเพียงอย่างเดียวว่า เรากินของมันมากเกินไปจนมีไขมันไปค้างอยู่ในเลือด
แต่ความจริงแล้ว “ไขมันในเลือด” ไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว
ในเลือดของเรามีทั้งคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และสารที่ทำหน้าที่ขนส่งไขมันอย่างไลโปโปรตีน แต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกัน และมีความหมายต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดไม่เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น การดูแลไขมันในเลือดจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่คำถามว่า “ไขมันสูงหรือเปล่า?”
แต่อาจต้องถามต่อว่า “สูงตัวไหน?”

คอเลสเตอรอลไม่ใช่ผู้ร้ายทั้งหมด

คำว่า Cholesterol มักทำให้หลายคนรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่จริง ๆ แล้วร่างกายจำเป็นต้องมีคอเลสเตอรอล เพราะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสำคัญหลายอย่าง เช่น การสร้างฮอร์โมน วิตามินดี และสารที่ช่วยในการย่อยอาหาร
ร่างกายสามารถสร้างคอเลสเตอรอลได้เอง และยังได้รับเพิ่มเติมจากอาหารบางชนิด
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีคอเลสเตอรอลเลย
แต่อยู่ที่ ระดับและชนิดของไขมันที่อยู่ในเลือด รวมถึงความเสี่ยงโดยรวมของแต่ละคน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเห็นคำว่า “Cholesterol” ในผลตรวจเพียงคำเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะบอกภาพรวมของสุขภาพหัวใจ

LDL — ตัวที่ควรให้ความสำคัญ

LDL (Low-Density Lipoprotein) มักถูกเรียกว่า “ไขมันเลว” แต่ในทางเทคนิค LDL เป็น ไลโปโปรตีนที่ทำหน้าที่ขนส่งคอเลสเตอรอล ไม่ใช่ตัวคอเลสเตอรอลเอง
เมื่อมี LDL ในระดับสูงเป็นเวลานาน อนุภาคที่มี LDL สามารถมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด เกิดเป็นคราบพลัค และเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง  ลองนึกภาพว่า...

LDL คือรถขนส่งคอเลสเตอรอล

การมีรถขนส่งอยู่ในระบบเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามีอนุภาคที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงมากเกินไป และสะสมอยู่ในระบบเป็นเวลานาน สิ่งที่ตามมาอาจกลายเป็นปัญหาของหลอดเลือดได้
ดังนั้น LDL จึงเป็นหนึ่งในค่าที่แพทย์ให้ความสำคัญเมื่อประเมินความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือด


HDL — ไขมันที่มีบทบาทต่างออกไป

ถ้า LDL เปรียบเสมือนรถที่นำคอเลสเตอรอลไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
HDL (High-Density Lipoprotein) ก็มีบทบาทในอีกทิศทางหนึ่ง HDL ช่วยนำคอเลสเตอรอลจากเนื้อเยื่อและบริเวณต่าง ๆ กลับไปยังตับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำจัดคอเลสเตอรอลออกจากร่างกาย
นี่จึงเป็นที่มาของคำเรียกที่เราคุ้นหูว่า “ไขมันดี”
อย่างไรก็ตาม มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือเราไม่ควรมองสุขภาพหัวใจจากค่า HDL เพียงตัวเดียว เพราะระดับ HDL ต้องพิจารณาร่วมกับ LDL ไตรกลีเซอไรด์ และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ของแต่ละคน  หัวใจจึงไม่ได้ต้องการแค่ “HDL สูง” แต่ต้องการสมดุลของระบบไขมันโดยรวม

Triglycerides — ไขมันอีกตัวที่ไม่ควรมองข้าม

อีกค่าหนึ่งที่มักปรากฏอยู่ในผลตรวจสุขภาพคือ Triglycerides หรือไตรกลีเซอไรด์
ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายใช้สำหรับเก็บพลังงาน เมื่อเรารับพลังงานจากอาหารมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องใช้ พลังงานส่วนเกินสามารถถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์และเก็บไว้ในเนื้อเยื่อไขมันได้
จึงไม่น่าแปลกที่ระดับไตรกลีเซอไรด์จะเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น น้ำหนักตัว การรับประทานน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสี การดื่มแอลกอฮอล์ และกิจกรรมทางกาย
ที่สำคัญคือ ไตรกลีเซอไรด์สูงอาจมีความหมายต่อสุขภาพหัวใจมากขึ้นเมื่อเกิดร่วมกับ LDL สูง หรือ HDL ต่ำ
ดังนั้น หากผลตรวจบอกว่า “คอเลสเตอรอลปกติ” ก็ไม่ได้แปลว่าเราควรมองข้ามค่าไตรกลีเซอไรด์

แล้วทำไมต้องดูหลายค่า?

ลองจินตนาการว่าหลอดเลือดของเราเป็น “ถนนสายสำคัญ” ที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
LDL, HDL และไตรกลีเซอไรด์ต่างก็เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งและการจัดการไขมันในร่างกาย แต่ทำหน้าที่คนละแบบ ดังนั้น การดูเพียงตัวเลขเดียวจึงอาจไม่สะท้อนภาพทั้งหมด
ปัจจุบันการประเมินภาวะไขมันผิดปกติให้ความสำคัญกับไขมันและไลโปโปรตีนหลายชนิดมากขึ้น รวมถึง LDL-C, non-HDL-C, ไตรกลีเซอไรด์, ApoB และ Lipoprotein(a) ในบางกรณี โดยแนวทาง ACC/AHA ปี 2026 ได้เน้นการประเมินความเสี่ยงจากอนุภาคที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคราบไขมันในหลอดเลือดให้ครอบคลุมมากขึ้น

เพราะฉะนั้น “ไขมันในเลือดสูง” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจว่าไขมันตัวไหนกำลังสูง และมีความหมายอย่างไรต่อสุขภาพของเรา


แล้วอาหารเกี่ยวข้องกับไขมันในเลือดอย่างไร?

สิ่งที่เรากินในแต่ละวันมีส่วนต่อระดับไขมันในเลือด แต่ไม่ได้หมายความว่า “กินไขมัน = ไขมันในเลือดสูง” เสมอไป  เพราะไขมันแต่ละชนิดมีผลต่อร่างกายแตกต่างกัน

ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สามารถเพิ่ม LDL ได้ ขณะที่การเลือกอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว เช่น ปลา ถั่ว เมล็ดพืช และน้ำมันพืชบางชนิด รวมถึงการรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่วต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกินที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ

ในทางกลับกัน การรับประทานพลังงานมากเกินความต้องการ โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสีมาก รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ อาจส่งผลต่อระดับไตรกลีเซอไรด์ได้

ดังนั้น การดูแลไขมันในเลือดจึงไม่ใช่การ “งดไขมันทุกชนิด” แต่คือการเรียนรู้ว่า ควรเลือกไขมันแบบไหน และจัดอาหารโดยรวมอย่างไร

กินอะไรดี? เมื่อมีไขมันในเลือดสูง

การเลือกอาหารในแต่ละมื้อมีส่วนสำคัญต่อการดูแลระดับไขมันในเลือด แนะนำให้เน้นอาหารที่มี ใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง และธัญพืชไม่ขัดสี รวมถึงปลา ถั่วเปลือกแข็ง และโปรตีนจากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ ขณะเดียวกันควรเลือกเมนูที่ใช้น้ำมันน้อย เช่น ต้ม นึ่ง ยำ หรือปลาย่าง แทนอาหารทอดหรืออาหารที่อมน้ำมัน

สำหรับแหล่งไขมัน ควรเลือกน้ำมันให้เหมาะกับวิธีปรุงอาหาร เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันคาโนลา และน้ำมันมะกอก โดยคำนึงถึงปริมาณที่รับประทานด้วย


รู้ไหม?

คนที่มีไขมันในเลือดผิดปกติจำนวนมากอาจไม่มีอาการใด ๆ เลย

เราจึงไม่สามารถใช้ความรู้สึกว่า “ยังแข็งแรงดี” เป็นตัวบอกได้ว่าไขมันในเลือดอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ การตรวจเลือดจึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้เราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกายก่อนที่จะเกิดปัญหาที่ชัดเจน


ไขมันในเลือดไม่ใช่เรื่องของ “สูง” หรือ “ต่ำ” เพียงอย่างเดียว

เมื่อเห็นผลตรวจครั้งต่อไป อย่าเพิ่งตกใจกับคำว่า “ไขมัน”

ลองมองให้ละเอียดขึ้นว่า

LDL เป็นอย่างไร?

HDL เป็นอย่างไร?

ไตรกลีเซอไรด์เป็นอย่างไร?

และเมื่อดูทั้งหมดร่วมกับอายุ ความดัน เบาหวาน การสูบบุหรี่ ประวัติครอบครัว และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ แล้ว ภาพรวมของเราคืออย่างไร

เพราะสุขภาพหัวใจไม่ได้ถูกกำหนดด้วยตัวเลขเพียงตัวเดียว

ยิ่งเราเข้าใจ “ไขมันในเลือด” มากขึ้น เราก็ยิ่งรู้ว่าจะดูแลตัวเองได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

References

  1. https://www.heart.org/en/health-topics/cholesterol/hdl-good-ldl-bad-cholesterol-and-triglycerides?utm_source=
  2. https://www.heart.org/en/health-topics/cholesterol/about-cholesterol?utm_source=
  3. https://professional.heart.org/en/science-news/2026-guideline-on-the-management-of-dyslipidemia?utm_source=
  4. https://medlineplus.gov/cholesterol.html?utm_source=
  5. https://www.medlineplus.gov/triglycerides.html?utm_source=
  6. https://si.mahidol.ac.th/sirirajdoctor/article_detail.aspx?ID=1158&utm_source=

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่ได้ทดแทนการปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ